การดูแลโพรงจมูกให้สะอาดในช่วงที่ค่า PM2.5 สูง

     ในช่วงนี้ปัญหาสุขภาพที่ทุกคนเป็นเหมือนกันหมดคือ การหายใจที่ไม่สะดวกเวลาหายใจแล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามีการหายใจเอาฝุ่นเข้าไปด้วย ทำให้รู้สึกแสบจมูกบางครั้งเวลาหายใจเข้าแล้วรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมากหรือแม้แต่บางคนจะรู้สึกได้ว่าเหมือนในลำคอมีเสมหะมากขึ้น อยากจะเอาเสมหะออกแต่ก็เอาออกยากมาก

ซึ่งเหตุผลที่เรามีอาการแบบนี้นั่นก็เพราะว่าเรามีการสูดเอาฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไปทางรูจมูกซึ่งในตอนนี้ทุกคนจะมีอาการเหมือนกันเยอะมากเพราะตอนนี้ประเทศเรามีปัญหาเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็กทีเราเรียกกันว่าฝุ่นพิษ PM 2.5 กำลังปกคลุมทั่วไปประเทศซึ่งหากเราออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือแม้แต่เดินกลางแจ้งเราก็จะได้รับผลกระทบจากฝุ่นนี้ทันทีและมีผลลามไปถึงปอดและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจด้วย ดังนั้นเราจึงควรดูแลเกี่ยวกับโพรงจมูกของตัวเองในช่วงนี้ให้สะอาดเพราะฝุ่นผงอาจจะไปเกาะติดตามผนังข้างในโพรงจมูกและตามขนจมูกได้

ดังนั้น เพื่อสุขภาพโพรงจมูกที่ดีของเรา  เราจึงควรมีการปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้ไม่ให้ฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในบริเวณบ้านและควรที่เครื่องกรองอากาศ และหากเวลาที่เรามีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน เราควรมีการใส่หน้ากากอนามัยที่มีการระบุเอาไว้ว่าสามารถกันฝุ่น PM 2.5 ได้เพราะฝุ่นละอองนี้มีขนาดเล็กมาก หน้ากากอนามัยธรรมดาไม่สามารถป้องกันได้ และในทุกวันก่อนนอนเราควรล้างโพรงจมูกเพื่อให้โพรงจมูกของเราสะอาด เป็นการล้างฝุ่นผงไม่ให้ติดอยู่ในโพรงจมูกเพื่อที่ตอนนอนเราจะได้หายใจได้สะดวก

วิธีการล้างจมูกนั้นทำได้ง่ายมาก

แค่เพียงมีน้ำเกลือล้างจมูกที่มีความเข้มข้น 0.9% , แก้วน้ำเอาไว้สำหรับใส่น้ำเกลือ และกระบอกฉีดน้ำเกลือหรือที่เราเรียกว่าสลิ้งฉีดยานั่นเอง หากมีสามอย่างนี้เราก็ล้างจมูกให้โพรงจมูกของเราสะอาดได้แล้ว ซึ่งขึ้นตอนคือ ไปยืนที่หน้าอ่างล้างหน้าแล้วเทน้ำเกลือลงในแก้วน้ำที่เตรียมไว้หลังจากนั้นก็นำสลิ้งฉีดยามาดูดน้ำเกลือมาดูดน้ำเกลือขึ้นมาได้มาแล้วกดหันปลายสลิ้งเข้ามาในโพรงจมูกเล็กน้อย

โดยให้ปลายหันไปทางหัวตา เมื่อฉีดแล้วก็รอให้น้ำเกลือไหลออกให้หมดแล้วค่อยล้างอีกข้าง ซึ่งหากเราล้างทุกวันจะช่วยล้างฝุ่นละอองที่อาจมีติดเข้ามาในโพรงจมูกช่วงที่เราออกไปทำธุระนอกบ้านได้ จะเป็นการทำความสะอาดโพรงจมูกของเราให้สะอาดปราศจากฝุ่นละอองได้ และหากหมดปัญหาฝุ่น PM2.5 เราก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ต้องล้างจมูกก็ได้

 

สนับสนุนโดย  relx pod น้ำยา

โรคตาเกียจคร้าน ตาขี้เกียจ


ตาเกียจคร้านจัดว่าเป็นโรครุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็ก ส่งผลทำให้ตามัวมองเห็นแบบไม่ชัด ตาขี้เกียจเจอในประชาชนๆ 2 – 5% ของทั้งหมด เป็นโรคซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ถ้าหากรีบปรับปรุงบำรุงตา และพยายามป้องกันสาเหตุ แต่โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้หากรีบรักษาตั้งแต่เด็ก ในเด็กที่เป็นตาขี้เกียจหากมิได้รับการดูแลและรักษาให้หายก่อนอายุโดยประมาณ 8 – 9 ขวบ การดูแลรักษาภายหลังจากนี้มักไม่ได้เรื่อง ทำให้ตาข้างนั้นมองเห็นไปตลอด

ต้นสายปลายเหตุที่นำมาซึ่งตาขี้เกียจ

1. ตาเข

เด็กที่เป็นตาเข จะใช้ตาข้างที่ตรงเพียงแค่ข้างเดียวสำหรับการดู รวมทั้งจะไม่ใช้ตาข้างที่เขหรือเหล่สำหรับในการดู หรือมอง ทำให้ตาข้างที่เหล่มัวลง กลายเป็นตาขี้เกียจ ตาเกียจคร้านได้ อาการทางตาที่เกิดขึ้นนี้เป็นจำพวกที่พบมากที่สุด

2. สายตาแตกต่างจากปกติ (สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง)

หากตาทั้งสองข้างมีสายตาไม่ดีเหมือนปกติมากน้อยแตกต่างกัน ตาข้างที่มีสายตาไม่ปกติมากยิ่งกว่า จะเห็นภาพไม่ชัดเจน เด็กก็เลยไม่ใช้ตาข้างนั้น ทำให้มีการเกิดตาเกียจคร้านได้ เนื่องด้วยตาขี้เกียจคร้านประเภทนี้มีตาตรง ทำให้บิดามารดาไม่เคยทราบว่าเด็กมีความผิดปกติ ก็เลยมักจะปล่อยทิ้งเอาไว้กระทั่งโต ทำให้ได้รับการดูแลรักษาช้า

3. มีต้นเหตุที่เกิดจากโรคตาต่างๆ ที่ทำให้ตาไม่ได้ใช้สำหรับเพื่อการมองดู

ตาเกียจคร้านจำพวกนี้เป็นผลมาจากตาไม่ได้ใช้งานในช่วงเวลาที่อายุน้อยๆ ยกตัวอย่างเช่น มีโรคตาเกิดขึ้นโดยเป็นมาตั้งแต่เกิด หรือเป็นในตอนเด็ก ทำให้ตามัว ก็เลยมิได้ใช้ตาข้างนั้น เมื่อรักษาโรคนั้นหายก็ดีแล้ว สายตาก็ไม่กลับมาดีดังเดิม ได้แก่ เด็กที่เป็นต้อกระจกโดยกำเนิด, เปลือกตาตกโดยกำเนิด ซึ่งบดบังการมองเห็นของเด็ก

โรคตาขี้เกียจในเด็กสามารถป้องกันแล้วก็ตรวจให้รู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการนำเด็กไปรับการตรวจดวงตาจากหมอรักษาสายตา เพื่อกระทำการรักษาก่อนจะสายเกินความจำเป็น

หมอรักษาสายตาจะรักษาตามมูลเหตุที่ทำให้มีการเกิดตาเกียจคร้าน โดย

1. ถ้าหากเด็กมีลักษณะตาเข การดูแลและรักษาตาเกียจคร้านที่ได้ผลและเหมาะสมที่สุด เป็นการปิดตาข้างที่ดี เพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้เฉพาะตาข้างที่เหล่หรือเข หรือในรายที่เป็นตาขี้เกียจคร้านจำพวกไม่ร้ายแรง บางทีอาจใช้ยาหยอดขยายม่านตา หยอดตาข้างที่ดี ทำให้ตามัวลง เด็กก็จะใช้ตาข้างที่เป็นตาเกียจคร้านแทน เมื่อตาได้ใช้อยู่เสมอ สายตาจะดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสายตากลับมาปกติพอๆ กับตาข้างที่ใช้งานดี ก็จะเข้ารับการผ่าตัดกล้ามเนื้อตา เพื่อทำให้ตาตรง ตาทั้งสองข้างก็จะสามารถใช้ด้วยกัน การดูแลและรักษานี้ยิ่งเด็กอายุน้อยจะยิ่งได้ประสิทธิภาพที่ดี แล้วใช้เวลาสำหรับการรักษาสั้นกว่าเด็กที่มีอายุมากกว่า

2. ถ้าเกิดเด็กมีลักษณะสายตาไม่ปกติ (สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง) ในเด็กที่มีสายตาไม่ดีเหมือนปกติมากๆ แล้วถึงขนาดของสายตาใกล้เคียงกันในตาทั้งสองข้าง จะมีผลให้กลายเป็นตาขี้เกียจได้ในตาทั้งสองข้าง การดูแลและรักษาทำโดยให้สวมแว่นสายตาที่ จะมีผลให้ตาขี้เกียจดีขึ้นได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดตา

การประเมินแว่นในเด็ก ต้องทำโดยการหยอดยาที่ไปลดการเพ่ง ก่อนที่จะมีการวัดแว่น เพื่อได้ค่าที่ถูกต้องที่สุด

3. ถ้าเกิดมีต้นเหตุที่เกิดจากการเกิดโรคตาต่างๆ ทำให้ตามิได้ใช้การสำหรับการมอง ในการดูแลรักษาทำโดยรักษาโรคที่เป็นอยู่ก่อนอย่างเร็วที่สุด แล้วจึงรักษาตาข้างที่เกียจคร้านโดยการปิดตาข้างที่ดี

โรคของต่อมทอนซิล (Tonsils)

โรคของต่อมทอนซิล (Tonsils)
ต่อมทอนซิล (Tonsils) เป็นเยื่อชนิดหนึ่งของต่อมน้ำเหลือง มีบทบาทเกี่ยวเนื่องกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ด้านในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายแบบ ปฏิบัติภารกิจหลัก โดยการจับ และทำลายเชื้อโรคที่ไปสู่ร่างกายสู่ทางเดินอาหาร หน้าที่รอง เป็นการผลิตภูมิต้านทาน

ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับต่อมทอนซิล อาการบางสิ่งบางอย่างจำต้องใช้แนวทางที่เรียกว่า ต่อมทอนซิลเลคโตมี (Tonsillectomy) เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน แต่ว่าสำหรับในทางการแพทย์ตอนนี้ที่นิยมใช้ คือ การผ่าตัดต่อมทอนซิลร่วมกับการดมกลิ่นยาสลบ ซึ่งจากการรายงานพบว่าใน 1 ปี มีผู้เจ็บป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดการอักเสบของต่อมทอนซิลเรื้อรังหรือต่อมทอนซิลขนาดโตที่อุดกั้นทางเดินหายใจนับล้านคน นับว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่น่าสยดสยองอย่างที่คนไม่ใช่น้อยๆ ไม่ค่อยสบายใจ ดังนั้น การผ่าตัดต่อมทอนซิล ไม่ได้ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง และไม่ได้ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยบ่อยๆ อย่างที่ทุกคนนั้นเข้าใจ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าในคนที่มีลักษณะอาการต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยครั้ง กระทั่งร่างกายเสื่อมโทรม เสียสุขภาพ เสียการเสียงาน การตัดต่อมทอนซิลจะช่วยจัดการกับปัญหา ช่วยไม่ให้กลับมาป่วยไข้อีก แล้วก็ทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น สรุปก็คือการตัดต่อมทอนซิลไม่มีผลข้างเคียง และไม่ทำให้เสียงแปลง หรือแปลกไปจากเดิม เพราะว่าต่อมทอนซิลไม่เกี่ยวกับการออกเสียงอะไรเลยสักนิด

ดังนั้นในขณะนี้ แพทย์ได้ปรับปรุงและนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เยอะขึ้นเรื่อยๆ โน่นเป็นการผ่าตัดโดยใช้ คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบไม่มีใบมีด อาศัยคลื่นความถี่ที่ทำให้มีการเกิดการกระตุกกระเทือนในระดับความถี่ โดยคลื่นความถี่นี้จะกลายเป็นความร้อนสามารถจี๋ห้ามเลือด แล้วก็ตัดเยื่อรอบๆ ที่วัสดุจับหรือกดสัมผัสได้ ทำให้การผ่าตัดใช้เวลาสั้นลง เสียเลือดน้อย และช่วงเวลาพักฟื้นน้อยกว่าแนวทางอื่น

แต่ สำหรับคนที่มีลักษณะอาการเกี่ยวกับต่อมทอนซิลควรจะรีบขอความเห็นแพทย์ โดยมีข้อชี้ชัดอาการ ดังต่อไปนี้
– เจ็บคอหลายครั้ง ปีละ 3-4 ครั้ง เสมอๆ ทุกปี
– เจ็บคอร่วมกับมีนิ่วทอนสิล
– เจ็บคอร่วมกับมีปัญหากลิ่นปาก
– เคยมีประวัติ ฝีหนองที่ต่อมทอนซิล
– เจ็บคอร่วมกับมีปัญหาต่อมน้ำเหลืองอักเสบเสมอๆ
– ต่อมทอนซิลโต ร่วมกับมีปัญหานอนกรน
– ที่สำคัญควรจะหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง บริหารร่างกายบ่อยๆ นอกเหนือจากการที่จะช่วยปกป้องให้ห่างกลายจากโรคต่อมทอนซิลได้แล้ว ยังสร้างเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ได้อีกด้วย

ปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ในทางการแพทย์ เรียกว่า Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD จัดเป็นโรคทางเดินอาหารชนิดหนึ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุ กรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก เรอเปรี้ยวบ่อย ๆ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน เกิดจากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องและทำจนเป็นนิสัย ได้แก่
– การรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนทันที
– การทานอาหารมันๆ หรือการทานเยอะเกินไป จนส่งผลให้หูรูดส่วนปลายหลอดอาหารเกิดการผิดปกติขึ้น หรือส่งผลให้กระเพาะอาหารบีบตัว กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน
เนื่องจากตามที่กล่าวมาข้างต้น กรดไหลย้อนจะเกิดจากการที่เรามีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ดังนั้น ปัจจัยหลักๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ก็คือ
– ภาวะน้ำหนักเกิน
– พฤติกรรมการรับประทานและนอนทันที
– การรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อย่างส้ม มะนาวบ่อยๆ
– การรับประทานช็อคโกแลต หรืออาหารที่มีส่วนผสมของมิ้นท์ อาหารเหล่านี้จะทำให้หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวบ่อยๆ นำไปสู่การเกิดกรดไหลย้อนได้
– การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเสริมที่มีส่วนทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

กระดูกสันหลังคด อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

กระดูกสันหลังคด
วัยรุ่นถึงแม้จะเป็นวัยที่แข็งแร็งมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว แต่จากการศึกษามักพบความผิดปกติของโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้ออยู่บ่อย ๆ ได้แก่ กระดูกสันหลังคด และส่วนใหญ่แล้วจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งชนิดที่พบมากที่สุดก็เป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดเมื่อมองไปถึงคนในครอบครัวจะพบว่ามีญาติพี่น้องเคยเป็นกระดูกสันหลังคด นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีที่เด็กอาจเป็นมาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกสันหลัง

การที่เราปล่อยให้กระดูกสันหลังของคดเป็นเวลานานโดยที่ไม่เข้ารักษา กระดูกสันหลังของเราจะยิ่งคดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะสวมใส่เสื้อมิดชิดก็สามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน โดยเห็นจากด้านหลังว่ากระดูกสะบักสูงต่ำหรือใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ตัวเอียง เนื่องจากกระดูกสันหลังที่คดจะไปดันกระดูกซี่โครงให้บิดตัวผิดรูปไป กระดูกสะบักที่วางอยู่บนกระดูกซี่โครงเลยบิดหรือเอียงตามไปด้วย สำหรับผู้ที่เริ่มพบปัญหากระดูกสันหลังคดและยังมีอาการไม่มาก จะพบไม่พบปัญหาเกี่ยวกับการสังเกตเห็นได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะไม่มองเห็นจากภายนอก ยกเว้นถ้าโรงเรียนมีการตรวจสุขภาพนักเรียนแล้วตรวจดูเรื่องกระดูกสันหลังคดอยู่เสมอทุกๆ ปี ก็จะสามารถรู้ได้ และรักษาตั้งแต่ระยะแรกหรือเริ่มแรกที่เป็น ส่วนใหญ่จะพบในโรงเรียนต่างประเทศ

ในการรักษาผู้มีกระดูกสันหลังคด จะแบ่งเป็นมากและไม่มาก
กรณีผู้ที่พึ่งเป็นหรือเป็นไม่มาก แพทย์จะนัดมาพบเป็นระยะๆ เพื่อติดตามอาการการเอียงหรือการคดของกระดูกว่ามีมากขึ้นแค่ไหน และแพทย์จะแนะนำให้ทำการบริหารกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันไม่ให้คดมากขึ้น
กรณีคดมากขึ้น ในระยะแรก แพทย์อาจให้ใส่เสื้อหรือเครื่องช่วยในพยุงประคองกระดูกสันหลังไม่ให้คดมาก ขึ้น ถ้ากระดูกสันหลังคดอย่างรวดเร็ว หรือศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่ดูแล้ววัดมุมจากภาพถ่ายเอ๊กซเรย์กระดูก สันหลังว่าคดมาก แพทย์จะขอทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังให้กลับมาตรงแล้วใช้โลหะดามไว้ก่อน เนื่องจากเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนจากกระดูกสันหลังคดมาก ซึ่งกระดูกที่คดจะไปเบียดอวัยวะที่อยู่รอบข้าง เช่น ปอดจะถูกเบียด และส่งผลทำให้เรารู้สึกเหนื่อยง่าย กระดูกสันหลังคดมาก ทำให้เสียบุคลิกเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

อาหารเสริมบำรุงตับช่วยให้ตับแข็งแรงได้ดีขึ้นกว่าเดิม

 

ความเครียดส่งผลต่อตับ

 

ปัจจุบันความเครียดเป็นปัญหาที่ทุกคนจะต้องพบเจอ อาจจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว ความรัก หรือการเมือง อะไรก็ตามแต่ที่ทำให้คุณเองรู้สึกไม่สบายใจ ปัญหาเหล่านี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อจิตใจแล้วยังส่งผลไปถึงร่างกายของเราได้อีกด้วย

เมื่อเกิดความเครียดขึ้น ฮอร์โมนในกลุ่มความเครียดจะถูกหลั่งออกมา 1 ในนั้นคือ คอร์ติซอล ฮอร์โมนแห่งความเครียด ที่จะยับยั้งสารแห่งความสุขอย่างอดรีนาริน นั่นก็จะส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตับ ปกติจะมีหน้าที่มากมายและสร้างสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง หากเกิดภาวะความเครียด ตับก็อาจจะถูกยับยั้งการสร้างเซลล์หรือหลั่งสารได้ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร และความเครียดที่ว่านี้อาจส่งผลให้เราประกอบกิจกรรมอื่นๆทีส่งผลอันตรายต่อตับเช่น

 

1.  เครียดกินเยอะ หากมีความเครียด เราจะหาอาหารประเภทไขมัน และของหวาน สารอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยไขมัน หากได้รับปริมาณมาเกินไป จะส่งผลให้ไขมันดังกล่าวไปพวกรวมอยู่ที่ตับ

 

2.  ภูมิคุ้มกันลดลง เมื่อคอร์ติซอลที่ถูกผลิตจากความเครียดได้ไปยับยั้งกลไกการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก็จะทำให้ระบบป้องกันตัวเองถูกยับยั้งไปด้วย อย่างเช่นคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หากมีความเครียดหรือสุขภาพจิตไม่ดี ก็จะส่งผลต่อการทำงานภายในร่างกายให้ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร กระตุ้นให้เกิดภาวะอื่นๆแทรกซ้อนได้

 

การออกกำลังกายเป็นอีกวิธีที่จะช่วยลดความเครียด เนื่องจากร่างกายของเราได้มีการขยับเคลื่อนไหว สมองสั่งการให้ไม่โฟกัสกับเรื่องความเครียด และเวลาที่เราออกกำลังกายนั้น ร่างกายจะผลิตสาร เบต้า เอนโดรฟิน เป็นอีกสารที่จะยับความเครียดได้ แต่ด้วยชีวิตที่เร่งรีบ หรือเงื่อนไขบางอย่าง อาจจะทำให้เราไม่สามารถออกกำลังกายได้ หรือมีข้ออ้างต่างๆทั้งเรื่องงาน อาจส่งผลไปสู่โรคตับแข็งและมะเร็งได้

 

ดังนั้นเราจึงควรป้องกันด้วยการไม่เครียด พยายามมองโลกในแง่ดี หรือหา อาหารเสริมบำรุงตับ มารับประทานเพื่อบำรุง หรือหาสิ่งใดมาทำเพื่อให้ลืมเรื่องที่เครียดและมองปัญหาให้มีทางแก้ไขได้อยู่เสมอ