มะเร็งปากมดลูกภัยเงียบที่ควรเฝ้าระวัง

          รู้กันหรือไม่ว่ามะเร็งที่คร่าชีวิตของผู้หญิงเราเป็นอันดับสองรองมาจากระเร็งเต้านม ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นเลยจนกว่าจะถึงระยะที่ลุกลามเกินการรักษาได้แล้ว ซึ่งโรคนี้เกิดจากเซลล์มีความผิดปกติบริเวณปากมดลูกเราอาจสังเกตอาการได้คร่าวๆคือ มีการตกขาวมากผิดปกติและตกขาวที่เป็นจะมีลักษณะคล้ายกับหนอง มีเลือดออกมาจากช่องคลอดที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือน

          ในระยะเริ่มแรกที่เป็นมะเร็งปากมดลูกไม่สามารถสังเกตอาการใดๆได้เลย จะรู้ตัวอีกทีเมื่อมีการลุกลามของโรคแล้ว โดยจะมีเลือดออกมาจากช่องคลอดหรือเลือดออกเมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีตกขาวมีน้ำหนองหรือเลือดปนออกมาด้วยพร้อมกับมีกลิ่นเหม็นเน่า และหากเซลล์มะเร็งมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นก็จะมีผลน้ำหนักลด ปวดกระดูกหรือปัสสาวะแล้วมีเลือดออกมาด้วย อาการเหล่านี้บ่งบอกได้ว่ากำลังมีปัญหาภายในร่างกายต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน

          จากการศึกษามะเร็งปากมดลูก พบว่าสาเหตุที่เกิดโรคนี้มาจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HPV มาจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็สามารถมาจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น การมีลูกหลายคน การมีภูมิคุ้มกันต่ำ

สำหรับการตรวจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ต้องให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ตรวจสอบเพราะต้องมีการตรวจภายใน เพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ที่ปากมดลูก เป็นการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจสอบและหากพบถึงความผิดปกติก็อาจจะส่งวินิจฉัยด้านอื่นๆเพิ่มด้วยเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่ เมื่อทราบแล้ว ขั้นตอนการรักษาก็จะดูตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น โดยทั้งผู้ป่วยและแพทย์จะต้องคุยกันว่าการรักษามีแบบไหน ข้อดีและข้อเสียเป็นอย่างไร ซึ่งทางแพทย์จะมีการแจ้งให้ทราบว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกอยู่ระยะไหนแล้ว และมีโอกาสรอดชีวิตมากน้อยแค่ไหน

          หากผู้ป่วยยอมรับการรักษาก็อาจมีการรักษาด้วยการฉายรังสี  หรือเรียกอีกอย่างว่าเคมีบำบัด ซึ่งการรักษาแบบนี้จะมีผลทำให้ผมร่วง มีอาการอาเจียนร่วมด้วย หรือการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ปากมดลูกหรือรังไข่ สำหรับโรคชนิดนี้โอกาสที่จะมีโรคอื่นแทรกซ้อนเป็นไปได้เยอะมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วมะเร็งจะมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้อวัยวะภายในร่างกายได้รับความเสียหาย ทั้งการเจ็บปวดตามร่างกาย การติดเชื้อในช่องคลอด หรือแม้แต่มีปัญหาที่ไตจนเกิดเป็นไตวายได้ อีกทั้งการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดก็อาจมีโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามาได้อีก

          ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ เราจึงควรไปฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV และป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

วิธีการทำให้คนสามารถหุ่นดีได้ คนอ้วนควรจะลอง

ใครใครต่างก็ต้องการที่จะหุ่นสวยและหุ่นดีกันทั้งนั้นแล้ววันนี้ทางเว็บ  ซื้อหวยลาว4ตัว  ของเราจะมาพูดถึงวิธีในการลดน้ำหนักให้หุ่นดีและสวยโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาลดน้ำหนักเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะต้องใช้วิธีอะไรบ้าง 

ปรับเวลาการนอนหลับให้เร็วมากขึ้นนอนก่อน 23:00 นทุกครั้งจะนอนตั้งแต่หัวค่ำและตื่นเช้าตอน 6:00 นก็น่าจะทำให้เราสามารถนอนได้อย่างเต็มอิ่มแล้วจะทำให้เราสุขภาพดีต่อสุขภาพดีหุ่นเราก็จะดีตามไปด้วยค่ะนอกจากนั้นหากคุณไม่นอนดึกก็จะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วก็ไม่อ่อนนะแต่เวลาทำงานตอนเช้าแต่ถ้าเกิดว่าคุณจำเป็นต้องทำงานตอนกลางคืนจริงๆก็ควรที่จะทำงานได้ไม่เกิน 23:00 นเท่านั้นเพราะมันจะไม่ดีต่อสุขภาพแล้วจะทำให้การนอนหลับของเราเป็นไปได้อย่างไม่เพียงพอ

อีกอย่างนึงที่ต้องดูไว้คือการกินอาหาร ถ้าจะกินอาหารก็ต้องกินเช่นปลาดีต่อสุขภาพร่างกายของเราและเหมาะแก่คนที่กำลังต้องการที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างมากสำหรับใครที่เคยอ่านเว็บไซต์ต่างๆมามากมายและค้นหาในอินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่ค้นหาใน YouTube ก็จะพบว่าถ้าเกิดต้องทำเพื่อจะทานปลาที่มีเนื้อสีขาวซึ่งนั่นก็ถูกต้องค่ะเพราะปลาเนื้อสีขาวจะช่วยทำให้เราหุ่นดีและช่วยลดน้ำหนักได้เพราะมันไม่มีน้ำมันเยอะแต่เราก็สามารถทานปลาแซลมอนได้นะคะถึงแม้ว่ามันจะเป็นปลาที่มีเนื้อสีส้มแต่มันก็ไม่ใช่ว่ามีไขมันที่ไม่ดีค่ะมันเป็นไขมันที่ดีที่สุดในร่างกายของเนื้อปลาแซลมอนสำหรับใครที่ต้องการที่จะชอบแซลมอนกินแนะนำว่าควรจะไม่ใส่น้ำมันค่ะเพราะว่าเวลาทอดแล้วน้ำมันก็จะไหลออกมาเองซึ่งจะทำให้สามารถของเราทอดเลยไม่มีน้ำมันค่ะ

จากที่กล่าวไปในข้อที่สองคนคงต้องเข้าใจแล้วว่าจะกินปลาใช่ไหมคะแต่ข้อนี้เราจะกลับถึงดึกเลี่ยงการทอดโดยใช้น้ำมันค่ะทุกคนต่างคนจะรู้ดีว่าการทอดอาหารหลายๆอย่างต้องใช้น้ำมันจะเป็นไข่ดาวไข่เจียวใส่ท่อตันต้องใช้น้ำมันดังนั้นในช่วงลดน้ำหนักจึงจำเป็นที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารพวกนี้ค่ะเพราะว่ามันจะทำให้เราอ้วนและมีไขมันในร่างกายสูงนอกจากนั้นถ้ากินของทอดเยอะก็จะทำให้สุขภาพร่างกายของเราไม่แข็งแรงอีกด้วยดังนั้นเราควรจะกินแต่ของที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรานะคะไม่ใช่ว่ากินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งถึงแม้ว่าเราจะลดน้ำหนักแล้วแต่เราก็ต้องห้ามกดอาหารด้วยนะคะว่าใครบางคนอาจจะลองอดอาหารหรือซื้อยามาลองจริงๆมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนะถ้าเกิดว่าเราทำตามนี้เลยออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยวันละชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็จะทำให้เราสามารถกลับมาหุ่นดีและสวยได้เหมือนเดิมไม่ว่าเราจะอ้วนแค่ไหน 

และนี่ก็คือ 3 วิธีในการที่จะช่วยให้คุณสามารถกลับมาหุ่นดีได้อีกครั้งและนอกจากนั้นยังช่วยทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากกว่าเดิมด้วยทุกคนสามารถลองนำทั้ง 3 วิธีนี้ไปใช้กันดูได้นะคะ

โรคเอดส์ที่เป็นโรคติดต่อ

โรคเอดส์เป็นโรคที่ติดต่อทางเชื้อไวรัส  ที่เราส่วนใหญ่เรียกกันว่าโรค HIV ที่เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อ  และในปัจจุบันนี้เป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายขาดได้ทำได้เพียงแค่ประคองไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อหรือว่าให้มีชีวิตอยู่ได้อรกหลายปี  คนส่วนใหญ่นั้นมักจะคิดว่าเมื่อไหร่ที่เป็นโรคนี้เราต้องตายภายในไม่ช้าแต่เรื่องเป็นจริงนั้นเราสามารถที่จะอยู่ได้นานเพียงแค่เรารู้จักและวางแผนในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคี้แล้ว  หรือว่าเราวางแผนป้องกันโรคนี้ได้อย่างถูกต้อง

     สำหรับคนที่เป็นโรคนี้นั้นเราจะรู้เลยว่าการที่เป็นโรคนี้นนั้นจะได้รับความดูถูกจากสังคมรอบข้างแต่ถ้าเรานั้นรู้จักที่จะดูแลตัวเองนั้นเราจะอยู่ได้อีกนานและเราต้องดูแลตัวเองเพื่อที่จะไม่ให้แพร่เชื้อให้กับคนอื่นเพราะว่าการที่เราเป็นโรคนี้เราต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีสิ่งแรกที่เรารู้ตัวคือการที่เราต้องแยกของใช้ทุกอย่างเป็นส่วนตัว  ไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่นเพราะว่าการที่เราใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเราอาจจะรับเชื้อนี้นั้นได้  การที่เรากินอาหารนั้นเราก็ควรที่ที่จะใช้ของแยกหรือว่าเราควรที่จะทำกินเองจากนั้นเราก็ควรที่จะไปใช้ช้อนกลางเพื่อที่จะได้ไม่กินอาหารร่วมกับคนอื่นและคนอื่นนั้นรับเชื้อจากคนที่เราคิดว่าติดเชื้อนั้นไปด้วย  

       โรคเอดส์นั้นติดต่อได้ทางไหนบ้าง   

  • โรคนี้ส่วนมากที่เราพบที่เมืองไทยนั้นจะพบจากการที่ที่ติดเชื้อจากการที่มีเพศสัมพันธุ์ระหว่างชายและหญิง  เพราะว่าการที่เรามีเพศสัมพันธุ์โดยที่เราไม่ได้ป้องกันนั้นเราสามารถที่จะติดเชื้อนั้นได้ง่ายมาก  และรับเชื้อได้มากกว่าทางเดินทางอีก  
  • ติดทางเลือด  โดยทางนี้ก็สามารถที่จะติดต่อเชื้อHIV ได้โดยทางเลือดนั้นก็คือการที่เราใช้เข็มฉีดยานั้นร่วมกันเพราะว่าการที่เราใช้เข็มฉีดยาคือการที่เราจิ้มเลือดนั้นแล้วเอามาใช้ต่อกันก็ทำให้เราติดเชื้อร่วมกันได้  

หรือว่าการที่เรารับจากทางเลือดหรือว่าการที่เราผ่าตัด  ในเมื่อก่อนนั้นเราจะรับเลือดมาทางการผ่าตัดหรือว่าเกิดอุบัติเหตุซึ่งโรคนี้ในเมื่อก่อนนั้นเราจะรับโรคนี้ได้และติดเชื้อกันได้อย่างมาก  แต่ว่าอย่างนี้เราสามารถที่จะมีการเจาะเลือดเพื่อที่จะพิสูตร์เลือดได้อย่างละเอียดดีกว่าเมื่อก่อน  และก็จะไม่ทำให้เรานั้นติดเชื้อHIV โดยการที่เรารับเลือดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว  เพราะว่าการที่เราจะบริจากเลือดนั้นเราก็ต้องโดนตรวจเลือดนั้นก่อนว่าเรามีเลือดที่เสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคไหมหรือว่าเป็นโรคอะไรหรือเปล่า 

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

สาเหตุของโรคหูติดเชื้อ

 

เมื่อมีอาการเกี่ยวกับโรคหูติดเชื้อหรือเมื่อสงสัยว่ามีการติดเชื้อของหู แนะนำมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าสาเหตุเกิดจากหูชั้นนอก หรือชั้นกลาง หรือชั้นใน โดยทั่วไปแล้วเมื่อมีการติดเชื้อของหูชั้นนอกหรือชั้นกลาง แพทย์ก็จะจ่ายยาหยอดหูให้ เพราะยาหยอดจะเข้าไปถึงบริเวณที่มีการติดเชื้อโดยตรงและทำให้การติดเชื้อทั้งในหูชั้นนอกและชั้นกลางหายสนิทได้

แต่กรณีที่เป็นการติดเชื้อในหูชั้นกลาง หรือเป็นหูน้ำหนวก เมื่อหยอดยาจนแห้งสนิทดีแล้วนั้น แพทย์อาจจะแนะนำการผ่าตัดเพื่อปิดเยื่อแก้วหูที่ทะลุ ซึ่งจะผ่าตัดด้วยการใช้กล้องขยาย และหลังผ่าตัด จะมีผ้าและสำลีแพ็คไว้ในหูชั้นนอกและหูชั้นกลางไว้ฉะนั้นทำให้การได้ยินก็จะยังไม่ปกติ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นแพทย์ก็จะนัดมาเอาผ้าและสำลีออกให้หลังผ่าตัดประมาณ2 สัปดาห์

ระหว่างนี้ควรระวังไม่ให้น้ำเข้าหูโดยเด็ดขาด งดการแคะ หรือปั่นหู หรือการฟังเพลงที่ต้องใช้หูฟัง และห้ามนำตัวเองไปอยู่ในที่ที่เสียงดังมากๆ และห้ามดำน้ำโดยเด็ดขาด โดยแพทย์จะนัดตรวจอาการเป็นระยะๆ จนกว่าผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพหู อย่างง่ายๆ คือ

1.ระวังไม่ให้น้ำเข้าหู ถ้าน้ำเข้าหูแล้ว ให้ใช้ไม้พันสำลีเข้าไปซับได้แต่ทางที่ดีแพทย์แนะนำให้ ไม่ควรให้น้ำเข้าหูจะดีกว่า และไม่ควรปั่นหู โดยเด็ดขาด เพราะอาดจะทำให้แผลที่ผ่าตัดฉีกขาดได้ และอาจจะเกิดการอักเสบ

2.หลีกเลี่ยงการใช้ของแข็งแคะ หรือปั่นหูรุนแรง เพื่อลดอาการบาดเจ็บในรูหู ซึ่งอาจจะนำไปสู่การติดเชื้อของหูชั้นนอกได้

3.ดูแลความสะอาดภายในรูหู ให้สะอาดอยู่เสมอ เช่นการเอาสำรีจุ่มน้ำเกลือแล้วทำการเช็ดล้างข้างในหู

4.เมื่อเป็นหวัดมีน้ำมูก ปวดหู ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดหูน้ำหนวกเพราะช่องทางเดินหายใจมีท่อที่เชื่อมกับหู

ถ้าหากมีน้ำมูก น้ำมูกอาจจะไปขังอยู่ที่หูจนทำให้เกิดเป็นโรคหูน้ำหนวงได้ ทางที่ดีคือ หากมีอาการเหมือนจะเป็นไข้ ต้องพบแพทย์ เพราะแพทย์จะสั่งยาให้ไปรับประทานเพื่อรักษาอาการให้หาย เพราะถ้าหากผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหูนั้นจะต้องควบคุมอาการป่วย ไม่ให้มีไข้ เพราะการเป็นไข้อาจจะทำให้การรักษายากมากขึ้น

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

การดูแลโพรงจมูกให้สะอาดในช่วงที่ค่า PM2.5 สูง

     ในช่วงนี้ปัญหาสุขภาพที่ทุกคนเป็นเหมือนกันหมดคือ การหายใจที่ไม่สะดวกเวลาหายใจแล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามีการหายใจเอาฝุ่นเข้าไปด้วย ทำให้รู้สึกแสบจมูกบางครั้งเวลาหายใจเข้าแล้วรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมากหรือแม้แต่บางคนจะรู้สึกได้ว่าเหมือนในลำคอมีเสมหะมากขึ้น อยากจะเอาเสมหะออกแต่ก็เอาออกยากมาก

ซึ่งเหตุผลที่เรามีอาการแบบนี้นั่นก็เพราะว่าเรามีการสูดเอาฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไปทางรูจมูกซึ่งในตอนนี้ทุกคนจะมีอาการเหมือนกันเยอะมากเพราะตอนนี้ประเทศเรามีปัญหาเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็กทีเราเรียกกันว่าฝุ่นพิษ PM 2.5 กำลังปกคลุมทั่วไปประเทศซึ่งหากเราออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือแม้แต่เดินกลางแจ้งเราก็จะได้รับผลกระทบจากฝุ่นนี้ทันทีและมีผลลามไปถึงปอดและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจด้วย ดังนั้นเราจึงควรดูแลเกี่ยวกับโพรงจมูกของตัวเองในช่วงนี้ให้สะอาดเพราะฝุ่นผงอาจจะไปเกาะติดตามผนังข้างในโพรงจมูกและตามขนจมูกได้

ดังนั้น เพื่อสุขภาพโพรงจมูกที่ดีของเรา  เราจึงควรมีการปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้ไม่ให้ฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในบริเวณบ้านและควรที่เครื่องกรองอากาศ และหากเวลาที่เรามีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน เราควรมีการใส่หน้ากากอนามัยที่มีการระบุเอาไว้ว่าสามารถกันฝุ่น PM 2.5 ได้เพราะฝุ่นละอองนี้มีขนาดเล็กมาก หน้ากากอนามัยธรรมดาไม่สามารถป้องกันได้ และในทุกวันก่อนนอนเราควรล้างโพรงจมูกเพื่อให้โพรงจมูกของเราสะอาด เป็นการล้างฝุ่นผงไม่ให้ติดอยู่ในโพรงจมูกเพื่อที่ตอนนอนเราจะได้หายใจได้สะดวก

วิธีการล้างจมูกนั้นทำได้ง่ายมาก

แค่เพียงมีน้ำเกลือล้างจมูกที่มีความเข้มข้น 0.9% , แก้วน้ำเอาไว้สำหรับใส่น้ำเกลือ และกระบอกฉีดน้ำเกลือหรือที่เราเรียกว่าสลิ้งฉีดยานั่นเอง หากมีสามอย่างนี้เราก็ล้างจมูกให้โพรงจมูกของเราสะอาดได้แล้ว ซึ่งขึ้นตอนคือ ไปยืนที่หน้าอ่างล้างหน้าแล้วเทน้ำเกลือลงในแก้วน้ำที่เตรียมไว้หลังจากนั้นก็นำสลิ้งฉีดยามาดูดน้ำเกลือมาดูดน้ำเกลือขึ้นมาได้มาแล้วกดหันปลายสลิ้งเข้ามาในโพรงจมูกเล็กน้อย

โดยให้ปลายหันไปทางหัวตา เมื่อฉีดแล้วก็รอให้น้ำเกลือไหลออกให้หมดแล้วค่อยล้างอีกข้าง ซึ่งหากเราล้างทุกวันจะช่วยล้างฝุ่นละอองที่อาจมีติดเข้ามาในโพรงจมูกช่วงที่เราออกไปทำธุระนอกบ้านได้ จะเป็นการทำความสะอาดโพรงจมูกของเราให้สะอาดปราศจากฝุ่นละอองได้ และหากหมดปัญหาฝุ่น PM2.5 เราก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ต้องล้างจมูกก็ได้

 

สนับสนุนโดย  relx pod น้ำยา

โรคตาเกียจคร้าน ตาขี้เกียจ


ตาเกียจคร้านจัดว่าเป็นโรครุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็ก ส่งผลทำให้ตามัวมองเห็นแบบไม่ชัด ตาขี้เกียจเจอในประชาชนๆ 2 – 5% ของทั้งหมด เป็นโรคซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ถ้าหากรีบปรับปรุงบำรุงตา และพยายามป้องกันสาเหตุ แต่โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้หากรีบรักษาตั้งแต่เด็ก ในเด็กที่เป็นตาขี้เกียจหากมิได้รับการดูแลและรักษาให้หายก่อนอายุโดยประมาณ 8 – 9 ขวบ การดูแลรักษาภายหลังจากนี้มักไม่ได้เรื่อง ทำให้ตาข้างนั้นมองเห็นไปตลอด

ต้นสายปลายเหตุที่นำมาซึ่งตาขี้เกียจ

1. ตาเข

เด็กที่เป็นตาเข จะใช้ตาข้างที่ตรงเพียงแค่ข้างเดียวสำหรับการดู รวมทั้งจะไม่ใช้ตาข้างที่เขหรือเหล่สำหรับในการดู หรือมอง ทำให้ตาข้างที่เหล่มัวลง กลายเป็นตาขี้เกียจ ตาเกียจคร้านได้ อาการทางตาที่เกิดขึ้นนี้เป็นจำพวกที่พบมากที่สุด

2. สายตาแตกต่างจากปกติ (สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง)

หากตาทั้งสองข้างมีสายตาไม่ดีเหมือนปกติมากน้อยแตกต่างกัน ตาข้างที่มีสายตาไม่ปกติมากยิ่งกว่า จะเห็นภาพไม่ชัดเจน เด็กก็เลยไม่ใช้ตาข้างนั้น ทำให้มีการเกิดตาเกียจคร้านได้ เนื่องด้วยตาขี้เกียจคร้านประเภทนี้มีตาตรง ทำให้บิดามารดาไม่เคยทราบว่าเด็กมีความผิดปกติ ก็เลยมักจะปล่อยทิ้งเอาไว้กระทั่งโต ทำให้ได้รับการดูแลรักษาช้า

3. มีต้นเหตุที่เกิดจากโรคตาต่างๆ ที่ทำให้ตาไม่ได้ใช้สำหรับเพื่อการมองดู

ตาเกียจคร้านจำพวกนี้เป็นผลมาจากตาไม่ได้ใช้งานในช่วงเวลาที่อายุน้อยๆ ยกตัวอย่างเช่น มีโรคตาเกิดขึ้นโดยเป็นมาตั้งแต่เกิด หรือเป็นในตอนเด็ก ทำให้ตามัว ก็เลยมิได้ใช้ตาข้างนั้น เมื่อรักษาโรคนั้นหายก็ดีแล้ว สายตาก็ไม่กลับมาดีดังเดิม ได้แก่ เด็กที่เป็นต้อกระจกโดยกำเนิด, เปลือกตาตกโดยกำเนิด ซึ่งบดบังการมองเห็นของเด็ก

โรคตาขี้เกียจในเด็กสามารถป้องกันแล้วก็ตรวจให้รู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการนำเด็กไปรับการตรวจดวงตาจากหมอรักษาสายตา เพื่อกระทำการรักษาก่อนจะสายเกินความจำเป็น

หมอรักษาสายตาจะรักษาตามมูลเหตุที่ทำให้มีการเกิดตาเกียจคร้าน โดย

1. ถ้าหากเด็กมีลักษณะตาเข การดูแลและรักษาตาเกียจคร้านที่ได้ผลและเหมาะสมที่สุด เป็นการปิดตาข้างที่ดี เพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้เฉพาะตาข้างที่เหล่หรือเข หรือในรายที่เป็นตาขี้เกียจคร้านจำพวกไม่ร้ายแรง บางทีอาจใช้ยาหยอดขยายม่านตา หยอดตาข้างที่ดี ทำให้ตามัวลง เด็กก็จะใช้ตาข้างที่เป็นตาเกียจคร้านแทน เมื่อตาได้ใช้อยู่เสมอ สายตาจะดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสายตากลับมาปกติพอๆ กับตาข้างที่ใช้งานดี ก็จะเข้ารับการผ่าตัดกล้ามเนื้อตา เพื่อทำให้ตาตรง ตาทั้งสองข้างก็จะสามารถใช้ด้วยกัน การดูแลและรักษานี้ยิ่งเด็กอายุน้อยจะยิ่งได้ประสิทธิภาพที่ดี แล้วใช้เวลาสำหรับการรักษาสั้นกว่าเด็กที่มีอายุมากกว่า

2. ถ้าเกิดเด็กมีลักษณะสายตาไม่ปกติ (สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง) ในเด็กที่มีสายตาไม่ดีเหมือนปกติมากๆ แล้วถึงขนาดของสายตาใกล้เคียงกันในตาทั้งสองข้าง จะมีผลให้กลายเป็นตาขี้เกียจได้ในตาทั้งสองข้าง การดูแลและรักษาทำโดยให้สวมแว่นสายตาที่ จะมีผลให้ตาขี้เกียจดีขึ้นได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดตา

การประเมินแว่นในเด็ก ต้องทำโดยการหยอดยาที่ไปลดการเพ่ง ก่อนที่จะมีการวัดแว่น เพื่อได้ค่าที่ถูกต้องที่สุด

3. ถ้าเกิดมีต้นเหตุที่เกิดจากการเกิดโรคตาต่างๆ ทำให้ตามิได้ใช้การสำหรับการมอง ในการดูแลรักษาทำโดยรักษาโรคที่เป็นอยู่ก่อนอย่างเร็วที่สุด แล้วจึงรักษาตาข้างที่เกียจคร้านโดยการปิดตาข้างที่ดี

โรคของต่อมทอนซิล (Tonsils)

โรคของต่อมทอนซิล (Tonsils)
ต่อมทอนซิล (Tonsils) เป็นเยื่อชนิดหนึ่งของต่อมน้ำเหลือง มีบทบาทเกี่ยวเนื่องกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ด้านในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายแบบ ปฏิบัติภารกิจหลัก โดยการจับ และทำลายเชื้อโรคที่ไปสู่ร่างกายสู่ทางเดินอาหาร หน้าที่รอง เป็นการผลิตภูมิต้านทาน

ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับต่อมทอนซิล อาการบางสิ่งบางอย่างจำต้องใช้แนวทางที่เรียกว่า ต่อมทอนซิลเลคโตมี (Tonsillectomy) เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน แต่ว่าสำหรับในทางการแพทย์ตอนนี้ที่นิยมใช้ คือ การผ่าตัดต่อมทอนซิลร่วมกับการดมกลิ่นยาสลบ ซึ่งจากการรายงานพบว่าใน 1 ปี มีผู้เจ็บป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดการอักเสบของต่อมทอนซิลเรื้อรังหรือต่อมทอนซิลขนาดโตที่อุดกั้นทางเดินหายใจนับล้านคน นับว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่น่าสยดสยองอย่างที่คนไม่ใช่น้อยๆ ไม่ค่อยสบายใจ ดังนั้น การผ่าตัดต่อมทอนซิล ไม่ได้ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง และไม่ได้ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยบ่อยๆ อย่างที่ทุกคนนั้นเข้าใจ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าในคนที่มีลักษณะอาการต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยครั้ง กระทั่งร่างกายเสื่อมโทรม เสียสุขภาพ เสียการเสียงาน การตัดต่อมทอนซิลจะช่วยจัดการกับปัญหา ช่วยไม่ให้กลับมาป่วยไข้อีก แล้วก็ทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น สรุปก็คือการตัดต่อมทอนซิลไม่มีผลข้างเคียง และไม่ทำให้เสียงแปลง หรือแปลกไปจากเดิม เพราะว่าต่อมทอนซิลไม่เกี่ยวกับการออกเสียงอะไรเลยสักนิด

ดังนั้นในขณะนี้ แพทย์ได้ปรับปรุงและนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เยอะขึ้นเรื่อยๆ โน่นเป็นการผ่าตัดโดยใช้ คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบไม่มีใบมีด อาศัยคลื่นความถี่ที่ทำให้มีการเกิดการกระตุกกระเทือนในระดับความถี่ โดยคลื่นความถี่นี้จะกลายเป็นความร้อนสามารถจี๋ห้ามเลือด แล้วก็ตัดเยื่อรอบๆ ที่วัสดุจับหรือกดสัมผัสได้ ทำให้การผ่าตัดใช้เวลาสั้นลง เสียเลือดน้อย และช่วงเวลาพักฟื้นน้อยกว่าแนวทางอื่น

แต่ สำหรับคนที่มีลักษณะอาการเกี่ยวกับต่อมทอนซิลควรจะรีบขอความเห็นแพทย์ โดยมีข้อชี้ชัดอาการ ดังต่อไปนี้
– เจ็บคอหลายครั้ง ปีละ 3-4 ครั้ง เสมอๆ ทุกปี
– เจ็บคอร่วมกับมีนิ่วทอนสิล
– เจ็บคอร่วมกับมีปัญหากลิ่นปาก
– เคยมีประวัติ ฝีหนองที่ต่อมทอนซิล
– เจ็บคอร่วมกับมีปัญหาต่อมน้ำเหลืองอักเสบเสมอๆ
– ต่อมทอนซิลโต ร่วมกับมีปัญหานอนกรน
– ที่สำคัญควรจะหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง บริหารร่างกายบ่อยๆ นอกเหนือจากการที่จะช่วยปกป้องให้ห่างกลายจากโรคต่อมทอนซิลได้แล้ว ยังสร้างเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ได้อีกด้วย

โรคหูหนวก

            การหูหนวก คือการที่เราไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย อาจจะมีอาการไม่ได้ยินแค่เพียงข้างเดียวหรืออาจะเป็นกับหูทั้งสองข้างก็ได้

ซึ่งอาการหูหนวกนี้อาจเป็นมาตั้งแต่เกิดหรือเพิ่มเริ่มมาเป็นหลังจากคลอดออกมากแล้ว หรือบางคนหูหนวกเมื่อมีอายุมากขึ้นเพราะความเสื่อมสภาพของของภายในหู  หรืออาจได้รับการประสบอุบัติเหตุที่มีผลกระทบไปยังหู ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคหูหนวกหลังคลอดหรือตอนที่อายุมากแล้ว จะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้

เพราะอาการจะไม่ออกทันที มันจะค่อยๆแสดงอาการออกมาโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนที่ต้องทำงานกับสถานที่ที่มีเสียงดังมาก กลุ่มคนเหล่านี้จะค่อยๆมีอาการคือ เมื่อมีใครมาพูดด้วยจะได้ยินเสียงเบา ต้องให้ตะโกนคุยดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะหูจะชินที่ได้ยินเสียงดังๆ

          สำหรับอาการของคนที่เป็นโรคหูหนวกนั้นสามารถสังเกตได้เบื้องต้นคือ 

มักจะมีอาการหูอื้อและมักได้ยินเสียงเหมือนมีแมลงมาบินในหู บางครั้งมีลักษณะของหูแว่วได้ยินเสียงเพราะหาที่มาของเสียงไม่เจอ เวลาคุยกับคนอื่นมักจะไม่ค่อยได้ยินที่คนอื่นพูด ต้องคอยให้เขาพูดซ้ำๆเสียงดังๆจึงจะได้ยิน จะสังเกตได้ง่ายขึ้นเวลาที่ผู้ป่วยหูหนวกดูทีวีจะมีการเปิดเสียงดังมาก สำหรับคนที่เป็นโรคหูหนวกนั้น มักจะเกิดจากที่เสียงไม่สามารถทะลุทะลวงจากข้างนอกเข้าไปยังหูด้านในได้ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจาก มีขี้หูเยอะมาขวางในรูหู หรือมีน้ำขังในหู หูมีการติดเชื้อจนแก้วหูทะลุ จากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่นไข้หวัด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นโรคหินปูนเกาะที่กระดูกหู

ทำให้ขวางกันได้ยินของหูและยังมีอีกหลาสาเหตุมากมายที่จะทำให้เกิดหูหนวกขึ้นได้ และหากเราต้องการทราบว่าเราเป็นโรคหูหนวกหรือไม่ ต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอาการโดยแพทย์จะมีการซักประวัติ มีการทดสอบการได้ยินและมีการส่องกล้องเพื่อตรวจสอบสภาพข้างในหูว่ามีอาการอักเสบหรือปัญหาอะไรหรือไม่ หากมีก็อาจจะต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง อีกด้วย

 เมื่อผลการทดสอบออกมาแล้วแพทย์จะมีการประมาณว่าผู้ป่วยเป็นโรคหูหนวกระดับไหน เช่น หูตึกนิดหน่อย  ตึงปานกลาง หรือหูตึงอย่างรุนแรง หรือว่าจะกลายเป็นโรคหูหนวกเลย ซึ่งวิธีการรักษาก็จะแตกต่างกันไป

           สำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหูหนวกนั้น คือทำให้ร่างกายแข็งแรงเพราะโรคหูตึงสามารถมีสามารถมาจากที่เราเป็นโรคอย่างอื่นแล้วลามมาเป็นโรคทางหูได้ กับหลีกเลี่ยงการแคะหู การเอาอะไรแหย่เข้าไปในหูเพราะจะทำให้หูสกปก หรืออักเสบหรือแก้วหูฉีกขาดได้ และควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ก่อให้เกิดเสียงดังมากๆ 

ปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ในทางการแพทย์ เรียกว่า Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD จัดเป็นโรคทางเดินอาหารชนิดหนึ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุ กรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก เรอเปรี้ยวบ่อย ๆ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน เกิดจากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องและทำจนเป็นนิสัย ได้แก่
– การรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนทันที
– การทานอาหารมันๆ หรือการทานเยอะเกินไป จนส่งผลให้หูรูดส่วนปลายหลอดอาหารเกิดการผิดปกติขึ้น หรือส่งผลให้กระเพาะอาหารบีบตัว กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน
เนื่องจากตามที่กล่าวมาข้างต้น กรดไหลย้อนจะเกิดจากการที่เรามีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ดังนั้น ปัจจัยหลักๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ก็คือ
– ภาวะน้ำหนักเกิน
– พฤติกรรมการรับประทานและนอนทันที
– การรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อย่างส้ม มะนาวบ่อยๆ
– การรับประทานช็อคโกแลต หรืออาหารที่มีส่วนผสมของมิ้นท์ อาหารเหล่านี้จะทำให้หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวบ่อยๆ นำไปสู่การเกิดกรดไหลย้อนได้
– การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเสริมที่มีส่วนทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

กระดูกสันหลังคด อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

กระดูกสันหลังคด
วัยรุ่นถึงแม้จะเป็นวัยที่แข็งแร็งมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว แต่จากการศึกษามักพบความผิดปกติของโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้ออยู่บ่อย ๆ ได้แก่ กระดูกสันหลังคด และส่วนใหญ่แล้วจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งชนิดที่พบมากที่สุดก็เป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดเมื่อมองไปถึงคนในครอบครัวจะพบว่ามีญาติพี่น้องเคยเป็นกระดูกสันหลังคด นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีที่เด็กอาจเป็นมาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกสันหลัง

การที่เราปล่อยให้กระดูกสันหลังของคดเป็นเวลานานโดยที่ไม่เข้ารักษา กระดูกสันหลังของเราจะยิ่งคดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะสวมใส่เสื้อมิดชิดก็สามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน โดยเห็นจากด้านหลังว่ากระดูกสะบักสูงต่ำหรือใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ตัวเอียง เนื่องจากกระดูกสันหลังที่คดจะไปดันกระดูกซี่โครงให้บิดตัวผิดรูปไป กระดูกสะบักที่วางอยู่บนกระดูกซี่โครงเลยบิดหรือเอียงตามไปด้วย สำหรับผู้ที่เริ่มพบปัญหากระดูกสันหลังคดและยังมีอาการไม่มาก จะพบไม่พบปัญหาเกี่ยวกับการสังเกตเห็นได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะไม่มองเห็นจากภายนอก ยกเว้นถ้าโรงเรียนมีการตรวจสุขภาพนักเรียนแล้วตรวจดูเรื่องกระดูกสันหลังคดอยู่เสมอทุกๆ ปี ก็จะสามารถรู้ได้ และรักษาตั้งแต่ระยะแรกหรือเริ่มแรกที่เป็น ส่วนใหญ่จะพบในโรงเรียนต่างประเทศ

ในการรักษาผู้มีกระดูกสันหลังคด จะแบ่งเป็นมากและไม่มาก
กรณีผู้ที่พึ่งเป็นหรือเป็นไม่มาก แพทย์จะนัดมาพบเป็นระยะๆ เพื่อติดตามอาการการเอียงหรือการคดของกระดูกว่ามีมากขึ้นแค่ไหน และแพทย์จะแนะนำให้ทำการบริหารกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันไม่ให้คดมากขึ้น
กรณีคดมากขึ้น ในระยะแรก แพทย์อาจให้ใส่เสื้อหรือเครื่องช่วยในพยุงประคองกระดูกสันหลังไม่ให้คดมาก ขึ้น ถ้ากระดูกสันหลังคดอย่างรวดเร็ว หรือศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่ดูแล้ววัดมุมจากภาพถ่ายเอ๊กซเรย์กระดูก สันหลังว่าคดมาก แพทย์จะขอทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังให้กลับมาตรงแล้วใช้โลหะดามไว้ก่อน เนื่องจากเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนจากกระดูกสันหลังคดมาก ซึ่งกระดูกที่คดจะไปเบียดอวัยวะที่อยู่รอบข้าง เช่น ปอดจะถูกเบียด และส่งผลทำให้เรารู้สึกเหนื่อยง่าย กระดูกสันหลังคดมาก ทำให้เสียบุคลิกเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่