มะเร็งปากมดลูกภัยเงียบที่ควรเฝ้าระวัง

          รู้กันหรือไม่ว่ามะเร็งที่คร่าชีวิตของผู้หญิงเราเป็นอันดับสองรองมาจากระเร็งเต้านม ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นเลยจนกว่าจะถึงระยะที่ลุกลามเกินการรักษาได้แล้ว ซึ่งโรคนี้เกิดจากเซลล์มีความผิดปกติบริเวณปากมดลูกเราอาจสังเกตอาการได้คร่าวๆคือ มีการตกขาวมากผิดปกติและตกขาวที่เป็นจะมีลักษณะคล้ายกับหนอง มีเลือดออกมาจากช่องคลอดที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือน

          ในระยะเริ่มแรกที่เป็นมะเร็งปากมดลูกไม่สามารถสังเกตอาการใดๆได้เลย จะรู้ตัวอีกทีเมื่อมีการลุกลามของโรคแล้ว โดยจะมีเลือดออกมาจากช่องคลอดหรือเลือดออกเมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีตกขาวมีน้ำหนองหรือเลือดปนออกมาด้วยพร้อมกับมีกลิ่นเหม็นเน่า และหากเซลล์มะเร็งมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นก็จะมีผลน้ำหนักลด ปวดกระดูกหรือปัสสาวะแล้วมีเลือดออกมาด้วย อาการเหล่านี้บ่งบอกได้ว่ากำลังมีปัญหาภายในร่างกายต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน

          จากการศึกษามะเร็งปากมดลูก พบว่าสาเหตุที่เกิดโรคนี้มาจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HPV มาจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็สามารถมาจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น การมีลูกหลายคน การมีภูมิคุ้มกันต่ำ

สำหรับการตรวจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ต้องให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ตรวจสอบเพราะต้องมีการตรวจภายใน เพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ที่ปากมดลูก เป็นการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจสอบและหากพบถึงความผิดปกติก็อาจจะส่งวินิจฉัยด้านอื่นๆเพิ่มด้วยเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่ เมื่อทราบแล้ว ขั้นตอนการรักษาก็จะดูตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น โดยทั้งผู้ป่วยและแพทย์จะต้องคุยกันว่าการรักษามีแบบไหน ข้อดีและข้อเสียเป็นอย่างไร ซึ่งทางแพทย์จะมีการแจ้งให้ทราบว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกอยู่ระยะไหนแล้ว และมีโอกาสรอดชีวิตมากน้อยแค่ไหน

          หากผู้ป่วยยอมรับการรักษาก็อาจมีการรักษาด้วยการฉายรังสี  หรือเรียกอีกอย่างว่าเคมีบำบัด ซึ่งการรักษาแบบนี้จะมีผลทำให้ผมร่วง มีอาการอาเจียนร่วมด้วย หรือการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ปากมดลูกหรือรังไข่ สำหรับโรคชนิดนี้โอกาสที่จะมีโรคอื่นแทรกซ้อนเป็นไปได้เยอะมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วมะเร็งจะมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้อวัยวะภายในร่างกายได้รับความเสียหาย ทั้งการเจ็บปวดตามร่างกาย การติดเชื้อในช่องคลอด หรือแม้แต่มีปัญหาที่ไตจนเกิดเป็นไตวายได้ อีกทั้งการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดก็อาจมีโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามาได้อีก

          ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ เราจึงควรไปฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV และป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

วิธีการทำให้คนสามารถหุ่นดีได้ คนอ้วนควรจะลอง

ใครใครต่างก็ต้องการที่จะหุ่นสวยและหุ่นดีกันทั้งนั้นแล้ววันนี้ทางเว็บ  ซื้อหวยลาว4ตัว  ของเราจะมาพูดถึงวิธีในการลดน้ำหนักให้หุ่นดีและสวยโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาลดน้ำหนักเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะต้องใช้วิธีอะไรบ้าง 

ปรับเวลาการนอนหลับให้เร็วมากขึ้นนอนก่อน 23:00 นทุกครั้งจะนอนตั้งแต่หัวค่ำและตื่นเช้าตอน 6:00 นก็น่าจะทำให้เราสามารถนอนได้อย่างเต็มอิ่มแล้วจะทำให้เราสุขภาพดีต่อสุขภาพดีหุ่นเราก็จะดีตามไปด้วยค่ะนอกจากนั้นหากคุณไม่นอนดึกก็จะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วก็ไม่อ่อนนะแต่เวลาทำงานตอนเช้าแต่ถ้าเกิดว่าคุณจำเป็นต้องทำงานตอนกลางคืนจริงๆก็ควรที่จะทำงานได้ไม่เกิน 23:00 นเท่านั้นเพราะมันจะไม่ดีต่อสุขภาพแล้วจะทำให้การนอนหลับของเราเป็นไปได้อย่างไม่เพียงพอ

อีกอย่างนึงที่ต้องดูไว้คือการกินอาหาร ถ้าจะกินอาหารก็ต้องกินเช่นปลาดีต่อสุขภาพร่างกายของเราและเหมาะแก่คนที่กำลังต้องการที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างมากสำหรับใครที่เคยอ่านเว็บไซต์ต่างๆมามากมายและค้นหาในอินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่ค้นหาใน YouTube ก็จะพบว่าถ้าเกิดต้องทำเพื่อจะทานปลาที่มีเนื้อสีขาวซึ่งนั่นก็ถูกต้องค่ะเพราะปลาเนื้อสีขาวจะช่วยทำให้เราหุ่นดีและช่วยลดน้ำหนักได้เพราะมันไม่มีน้ำมันเยอะแต่เราก็สามารถทานปลาแซลมอนได้นะคะถึงแม้ว่ามันจะเป็นปลาที่มีเนื้อสีส้มแต่มันก็ไม่ใช่ว่ามีไขมันที่ไม่ดีค่ะมันเป็นไขมันที่ดีที่สุดในร่างกายของเนื้อปลาแซลมอนสำหรับใครที่ต้องการที่จะชอบแซลมอนกินแนะนำว่าควรจะไม่ใส่น้ำมันค่ะเพราะว่าเวลาทอดแล้วน้ำมันก็จะไหลออกมาเองซึ่งจะทำให้สามารถของเราทอดเลยไม่มีน้ำมันค่ะ

จากที่กล่าวไปในข้อที่สองคนคงต้องเข้าใจแล้วว่าจะกินปลาใช่ไหมคะแต่ข้อนี้เราจะกลับถึงดึกเลี่ยงการทอดโดยใช้น้ำมันค่ะทุกคนต่างคนจะรู้ดีว่าการทอดอาหารหลายๆอย่างต้องใช้น้ำมันจะเป็นไข่ดาวไข่เจียวใส่ท่อตันต้องใช้น้ำมันดังนั้นในช่วงลดน้ำหนักจึงจำเป็นที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารพวกนี้ค่ะเพราะว่ามันจะทำให้เราอ้วนและมีไขมันในร่างกายสูงนอกจากนั้นถ้ากินของทอดเยอะก็จะทำให้สุขภาพร่างกายของเราไม่แข็งแรงอีกด้วยดังนั้นเราควรจะกินแต่ของที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรานะคะไม่ใช่ว่ากินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งถึงแม้ว่าเราจะลดน้ำหนักแล้วแต่เราก็ต้องห้ามกดอาหารด้วยนะคะว่าใครบางคนอาจจะลองอดอาหารหรือซื้อยามาลองจริงๆมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนะถ้าเกิดว่าเราทำตามนี้เลยออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยวันละชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็จะทำให้เราสามารถกลับมาหุ่นดีและสวยได้เหมือนเดิมไม่ว่าเราจะอ้วนแค่ไหน 

และนี่ก็คือ 3 วิธีในการที่จะช่วยให้คุณสามารถกลับมาหุ่นดีได้อีกครั้งและนอกจากนั้นยังช่วยทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากกว่าเดิมด้วยทุกคนสามารถลองนำทั้ง 3 วิธีนี้ไปใช้กันดูได้นะคะ

โรคเอดส์ที่เป็นโรคติดต่อ

โรคเอดส์เป็นโรคที่ติดต่อทางเชื้อไวรัส  ที่เราส่วนใหญ่เรียกกันว่าโรค HIV ที่เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อ  และในปัจจุบันนี้เป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายขาดได้ทำได้เพียงแค่ประคองไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อหรือว่าให้มีชีวิตอยู่ได้อรกหลายปี  คนส่วนใหญ่นั้นมักจะคิดว่าเมื่อไหร่ที่เป็นโรคนี้เราต้องตายภายในไม่ช้าแต่เรื่องเป็นจริงนั้นเราสามารถที่จะอยู่ได้นานเพียงแค่เรารู้จักและวางแผนในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคี้แล้ว  หรือว่าเราวางแผนป้องกันโรคนี้ได้อย่างถูกต้อง

     สำหรับคนที่เป็นโรคนี้นั้นเราจะรู้เลยว่าการที่เป็นโรคนี้นนั้นจะได้รับความดูถูกจากสังคมรอบข้างแต่ถ้าเรานั้นรู้จักที่จะดูแลตัวเองนั้นเราจะอยู่ได้อีกนานและเราต้องดูแลตัวเองเพื่อที่จะไม่ให้แพร่เชื้อให้กับคนอื่นเพราะว่าการที่เราเป็นโรคนี้เราต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีสิ่งแรกที่เรารู้ตัวคือการที่เราต้องแยกของใช้ทุกอย่างเป็นส่วนตัว  ไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่นเพราะว่าการที่เราใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเราอาจจะรับเชื้อนี้นั้นได้  การที่เรากินอาหารนั้นเราก็ควรที่ที่จะใช้ของแยกหรือว่าเราควรที่จะทำกินเองจากนั้นเราก็ควรที่จะไปใช้ช้อนกลางเพื่อที่จะได้ไม่กินอาหารร่วมกับคนอื่นและคนอื่นนั้นรับเชื้อจากคนที่เราคิดว่าติดเชื้อนั้นไปด้วย  

       โรคเอดส์นั้นติดต่อได้ทางไหนบ้าง   

  • โรคนี้ส่วนมากที่เราพบที่เมืองไทยนั้นจะพบจากการที่ที่ติดเชื้อจากการที่มีเพศสัมพันธุ์ระหว่างชายและหญิง  เพราะว่าการที่เรามีเพศสัมพันธุ์โดยที่เราไม่ได้ป้องกันนั้นเราสามารถที่จะติดเชื้อนั้นได้ง่ายมาก  และรับเชื้อได้มากกว่าทางเดินทางอีก  
  • ติดทางเลือด  โดยทางนี้ก็สามารถที่จะติดต่อเชื้อHIV ได้โดยทางเลือดนั้นก็คือการที่เราใช้เข็มฉีดยานั้นร่วมกันเพราะว่าการที่เราใช้เข็มฉีดยาคือการที่เราจิ้มเลือดนั้นแล้วเอามาใช้ต่อกันก็ทำให้เราติดเชื้อร่วมกันได้  

หรือว่าการที่เรารับจากทางเลือดหรือว่าการที่เราผ่าตัด  ในเมื่อก่อนนั้นเราจะรับเลือดมาทางการผ่าตัดหรือว่าเกิดอุบัติเหตุซึ่งโรคนี้ในเมื่อก่อนนั้นเราจะรับโรคนี้ได้และติดเชื้อกันได้อย่างมาก  แต่ว่าอย่างนี้เราสามารถที่จะมีการเจาะเลือดเพื่อที่จะพิสูตร์เลือดได้อย่างละเอียดดีกว่าเมื่อก่อน  และก็จะไม่ทำให้เรานั้นติดเชื้อHIV โดยการที่เรารับเลือดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว  เพราะว่าการที่เราจะบริจากเลือดนั้นเราก็ต้องโดนตรวจเลือดนั้นก่อนว่าเรามีเลือดที่เสี่ยงต่อการที่จะเป็นโรคไหมหรือว่าเป็นโรคอะไรหรือเปล่า 

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

โรคตาเกียจคร้าน ตาขี้เกียจ


ตาเกียจคร้านจัดว่าเป็นโรครุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็ก ส่งผลทำให้ตามัวมองเห็นแบบไม่ชัด ตาขี้เกียจเจอในประชาชนๆ 2 – 5% ของทั้งหมด เป็นโรคซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ถ้าหากรีบปรับปรุงบำรุงตา และพยายามป้องกันสาเหตุ แต่โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้หากรีบรักษาตั้งแต่เด็ก ในเด็กที่เป็นตาขี้เกียจหากมิได้รับการดูแลและรักษาให้หายก่อนอายุโดยประมาณ 8 – 9 ขวบ การดูแลรักษาภายหลังจากนี้มักไม่ได้เรื่อง ทำให้ตาข้างนั้นมองเห็นไปตลอด

ต้นสายปลายเหตุที่นำมาซึ่งตาขี้เกียจ

1. ตาเข

เด็กที่เป็นตาเข จะใช้ตาข้างที่ตรงเพียงแค่ข้างเดียวสำหรับการดู รวมทั้งจะไม่ใช้ตาข้างที่เขหรือเหล่สำหรับในการดู หรือมอง ทำให้ตาข้างที่เหล่มัวลง กลายเป็นตาขี้เกียจ ตาเกียจคร้านได้ อาการทางตาที่เกิดขึ้นนี้เป็นจำพวกที่พบมากที่สุด

2. สายตาแตกต่างจากปกติ (สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง)

หากตาทั้งสองข้างมีสายตาไม่ดีเหมือนปกติมากน้อยแตกต่างกัน ตาข้างที่มีสายตาไม่ปกติมากยิ่งกว่า จะเห็นภาพไม่ชัดเจน เด็กก็เลยไม่ใช้ตาข้างนั้น ทำให้มีการเกิดตาเกียจคร้านได้ เนื่องด้วยตาขี้เกียจคร้านประเภทนี้มีตาตรง ทำให้บิดามารดาไม่เคยทราบว่าเด็กมีความผิดปกติ ก็เลยมักจะปล่อยทิ้งเอาไว้กระทั่งโต ทำให้ได้รับการดูแลรักษาช้า

3. มีต้นเหตุที่เกิดจากโรคตาต่างๆ ที่ทำให้ตาไม่ได้ใช้สำหรับเพื่อการมองดู

ตาเกียจคร้านจำพวกนี้เป็นผลมาจากตาไม่ได้ใช้งานในช่วงเวลาที่อายุน้อยๆ ยกตัวอย่างเช่น มีโรคตาเกิดขึ้นโดยเป็นมาตั้งแต่เกิด หรือเป็นในตอนเด็ก ทำให้ตามัว ก็เลยมิได้ใช้ตาข้างนั้น เมื่อรักษาโรคนั้นหายก็ดีแล้ว สายตาก็ไม่กลับมาดีดังเดิม ได้แก่ เด็กที่เป็นต้อกระจกโดยกำเนิด, เปลือกตาตกโดยกำเนิด ซึ่งบดบังการมองเห็นของเด็ก

โรคตาขี้เกียจในเด็กสามารถป้องกันแล้วก็ตรวจให้รู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการนำเด็กไปรับการตรวจดวงตาจากหมอรักษาสายตา เพื่อกระทำการรักษาก่อนจะสายเกินความจำเป็น

หมอรักษาสายตาจะรักษาตามมูลเหตุที่ทำให้มีการเกิดตาเกียจคร้าน โดย

1. ถ้าหากเด็กมีลักษณะตาเข การดูแลและรักษาตาเกียจคร้านที่ได้ผลและเหมาะสมที่สุด เป็นการปิดตาข้างที่ดี เพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้เฉพาะตาข้างที่เหล่หรือเข หรือในรายที่เป็นตาขี้เกียจคร้านจำพวกไม่ร้ายแรง บางทีอาจใช้ยาหยอดขยายม่านตา หยอดตาข้างที่ดี ทำให้ตามัวลง เด็กก็จะใช้ตาข้างที่เป็นตาเกียจคร้านแทน เมื่อตาได้ใช้อยู่เสมอ สายตาจะดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสายตากลับมาปกติพอๆ กับตาข้างที่ใช้งานดี ก็จะเข้ารับการผ่าตัดกล้ามเนื้อตา เพื่อทำให้ตาตรง ตาทั้งสองข้างก็จะสามารถใช้ด้วยกัน การดูแลและรักษานี้ยิ่งเด็กอายุน้อยจะยิ่งได้ประสิทธิภาพที่ดี แล้วใช้เวลาสำหรับการรักษาสั้นกว่าเด็กที่มีอายุมากกว่า

2. ถ้าเกิดเด็กมีลักษณะสายตาไม่ปกติ (สายตาสั้น, สายตายาว, สายตาเอียง) ในเด็กที่มีสายตาไม่ดีเหมือนปกติมากๆ แล้วถึงขนาดของสายตาใกล้เคียงกันในตาทั้งสองข้าง จะมีผลให้กลายเป็นตาขี้เกียจได้ในตาทั้งสองข้าง การดูแลและรักษาทำโดยให้สวมแว่นสายตาที่ จะมีผลให้ตาขี้เกียจดีขึ้นได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดตา

การประเมินแว่นในเด็ก ต้องทำโดยการหยอดยาที่ไปลดการเพ่ง ก่อนที่จะมีการวัดแว่น เพื่อได้ค่าที่ถูกต้องที่สุด

3. ถ้าเกิดมีต้นเหตุที่เกิดจากการเกิดโรคตาต่างๆ ทำให้ตามิได้ใช้การสำหรับการมอง ในการดูแลรักษาทำโดยรักษาโรคที่เป็นอยู่ก่อนอย่างเร็วที่สุด แล้วจึงรักษาตาข้างที่เกียจคร้านโดยการปิดตาข้างที่ดี

โรคของต่อมทอนซิล (Tonsils)

โรคของต่อมทอนซิล (Tonsils)
ต่อมทอนซิล (Tonsils) เป็นเยื่อชนิดหนึ่งของต่อมน้ำเหลือง มีบทบาทเกี่ยวเนื่องกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ด้านในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายแบบ ปฏิบัติภารกิจหลัก โดยการจับ และทำลายเชื้อโรคที่ไปสู่ร่างกายสู่ทางเดินอาหาร หน้าที่รอง เป็นการผลิตภูมิต้านทาน

ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับต่อมทอนซิล อาการบางสิ่งบางอย่างจำต้องใช้แนวทางที่เรียกว่า ต่อมทอนซิลเลคโตมี (Tonsillectomy) เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน แต่ว่าสำหรับในทางการแพทย์ตอนนี้ที่นิยมใช้ คือ การผ่าตัดต่อมทอนซิลร่วมกับการดมกลิ่นยาสลบ ซึ่งจากการรายงานพบว่าใน 1 ปี มีผู้เจ็บป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดการอักเสบของต่อมทอนซิลเรื้อรังหรือต่อมทอนซิลขนาดโตที่อุดกั้นทางเดินหายใจนับล้านคน นับว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่น่าสยดสยองอย่างที่คนไม่ใช่น้อยๆ ไม่ค่อยสบายใจ ดังนั้น การผ่าตัดต่อมทอนซิล ไม่ได้ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง และไม่ได้ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยบ่อยๆ อย่างที่ทุกคนนั้นเข้าใจ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าในคนที่มีลักษณะอาการต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยครั้ง กระทั่งร่างกายเสื่อมโทรม เสียสุขภาพ เสียการเสียงาน การตัดต่อมทอนซิลจะช่วยจัดการกับปัญหา ช่วยไม่ให้กลับมาป่วยไข้อีก แล้วก็ทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น สรุปก็คือการตัดต่อมทอนซิลไม่มีผลข้างเคียง และไม่ทำให้เสียงแปลง หรือแปลกไปจากเดิม เพราะว่าต่อมทอนซิลไม่เกี่ยวกับการออกเสียงอะไรเลยสักนิด

ดังนั้นในขณะนี้ แพทย์ได้ปรับปรุงและนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เยอะขึ้นเรื่อยๆ โน่นเป็นการผ่าตัดโดยใช้ คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบไม่มีใบมีด อาศัยคลื่นความถี่ที่ทำให้มีการเกิดการกระตุกกระเทือนในระดับความถี่ โดยคลื่นความถี่นี้จะกลายเป็นความร้อนสามารถจี๋ห้ามเลือด แล้วก็ตัดเยื่อรอบๆ ที่วัสดุจับหรือกดสัมผัสได้ ทำให้การผ่าตัดใช้เวลาสั้นลง เสียเลือดน้อย และช่วงเวลาพักฟื้นน้อยกว่าแนวทางอื่น

แต่ สำหรับคนที่มีลักษณะอาการเกี่ยวกับต่อมทอนซิลควรจะรีบขอความเห็นแพทย์ โดยมีข้อชี้ชัดอาการ ดังต่อไปนี้
– เจ็บคอหลายครั้ง ปีละ 3-4 ครั้ง เสมอๆ ทุกปี
– เจ็บคอร่วมกับมีนิ่วทอนสิล
– เจ็บคอร่วมกับมีปัญหากลิ่นปาก
– เคยมีประวัติ ฝีหนองที่ต่อมทอนซิล
– เจ็บคอร่วมกับมีปัญหาต่อมน้ำเหลืองอักเสบเสมอๆ
– ต่อมทอนซิลโต ร่วมกับมีปัญหานอนกรน
– ที่สำคัญควรจะหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง บริหารร่างกายบ่อยๆ นอกเหนือจากการที่จะช่วยปกป้องให้ห่างกลายจากโรคต่อมทอนซิลได้แล้ว ยังสร้างเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ได้อีกด้วย

ปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ในทางการแพทย์ เรียกว่า Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD จัดเป็นโรคทางเดินอาหารชนิดหนึ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุ กรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก เรอเปรี้ยวบ่อย ๆ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน เกิดจากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องและทำจนเป็นนิสัย ได้แก่
– การรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนทันที
– การทานอาหารมันๆ หรือการทานเยอะเกินไป จนส่งผลให้หูรูดส่วนปลายหลอดอาหารเกิดการผิดปกติขึ้น หรือส่งผลให้กระเพาะอาหารบีบตัว กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน
เนื่องจากตามที่กล่าวมาข้างต้น กรดไหลย้อนจะเกิดจากการที่เรามีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ดังนั้น ปัจจัยหลักๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ก็คือ
– ภาวะน้ำหนักเกิน
– พฤติกรรมการรับประทานและนอนทันที
– การรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อย่างส้ม มะนาวบ่อยๆ
– การรับประทานช็อคโกแลต หรืออาหารที่มีส่วนผสมของมิ้นท์ อาหารเหล่านี้จะทำให้หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวบ่อยๆ นำไปสู่การเกิดกรดไหลย้อนได้
– การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเสริมที่มีส่วนทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

กระดูกสันหลังคด อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

กระดูกสันหลังคด
วัยรุ่นถึงแม้จะเป็นวัยที่แข็งแร็งมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว แต่จากการศึกษามักพบความผิดปกติของโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้ออยู่บ่อย ๆ ได้แก่ กระดูกสันหลังคด และส่วนใหญ่แล้วจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งชนิดที่พบมากที่สุดก็เป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดเมื่อมองไปถึงคนในครอบครัวจะพบว่ามีญาติพี่น้องเคยเป็นกระดูกสันหลังคด นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีที่เด็กอาจเป็นมาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกสันหลัง

การที่เราปล่อยให้กระดูกสันหลังของคดเป็นเวลานานโดยที่ไม่เข้ารักษา กระดูกสันหลังของเราจะยิ่งคดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะสวมใส่เสื้อมิดชิดก็สามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน โดยเห็นจากด้านหลังว่ากระดูกสะบักสูงต่ำหรือใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ตัวเอียง เนื่องจากกระดูกสันหลังที่คดจะไปดันกระดูกซี่โครงให้บิดตัวผิดรูปไป กระดูกสะบักที่วางอยู่บนกระดูกซี่โครงเลยบิดหรือเอียงตามไปด้วย สำหรับผู้ที่เริ่มพบปัญหากระดูกสันหลังคดและยังมีอาการไม่มาก จะพบไม่พบปัญหาเกี่ยวกับการสังเกตเห็นได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะไม่มองเห็นจากภายนอก ยกเว้นถ้าโรงเรียนมีการตรวจสุขภาพนักเรียนแล้วตรวจดูเรื่องกระดูกสันหลังคดอยู่เสมอทุกๆ ปี ก็จะสามารถรู้ได้ และรักษาตั้งแต่ระยะแรกหรือเริ่มแรกที่เป็น ส่วนใหญ่จะพบในโรงเรียนต่างประเทศ

ในการรักษาผู้มีกระดูกสันหลังคด จะแบ่งเป็นมากและไม่มาก
กรณีผู้ที่พึ่งเป็นหรือเป็นไม่มาก แพทย์จะนัดมาพบเป็นระยะๆ เพื่อติดตามอาการการเอียงหรือการคดของกระดูกว่ามีมากขึ้นแค่ไหน และแพทย์จะแนะนำให้ทำการบริหารกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันไม่ให้คดมากขึ้น
กรณีคดมากขึ้น ในระยะแรก แพทย์อาจให้ใส่เสื้อหรือเครื่องช่วยในพยุงประคองกระดูกสันหลังไม่ให้คดมาก ขึ้น ถ้ากระดูกสันหลังคดอย่างรวดเร็ว หรือศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่ดูแล้ววัดมุมจากภาพถ่ายเอ๊กซเรย์กระดูก สันหลังว่าคดมาก แพทย์จะขอทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังให้กลับมาตรงแล้วใช้โลหะดามไว้ก่อน เนื่องจากเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนจากกระดูกสันหลังคดมาก ซึ่งกระดูกที่คดจะไปเบียดอวัยวะที่อยู่รอบข้าง เช่น ปอดจะถูกเบียด และส่งผลทำให้เรารู้สึกเหนื่อยง่าย กระดูกสันหลังคดมาก ทำให้เสียบุคลิกเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

อะโวคาโด้ ผลไม้ทานเล่น แต่ประโยชน์ไม่ใช่เล่นๆ

“อะโวคาโด” ถึงแม้จะดูจากชื่อแล้วไม่ใช่ผลไม้เมืองไทย และอาจพบว่ามีราคาสูงกว่าผลไม้ไทยทั่วไปเล็กน้อย แต่หากดูที่สรรพคุณแล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคุ้มค่าคุ้มราคาทุกบาททุกสตางค์จริงๆ Sanook! Health นำสารพัดประโยชน์ และทิปส์เล็กๆ น้อยๆ ในการทานอะโวคาโดจากรายการ Did You Know? มาฝากกันค่ะ

อะโวคาโด มีลักษณะอย่างไร?
อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีผิวที่มีลักษณะขรุขระ เปลือกหนา มีสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจัดจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือดำ เนื้ออะโวคาโดจะมีลักษณะเป็นครีม อ่อนนุ่ม มีรสชาติคล้ายเนย

 

สารอาหารของอะโวคาโด
อะโวคาโดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ เช่น

– วิตามินอี บำรุงผิวพรรณ ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด

– สารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความชราภาพ ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

– โพแทสเซียม ลดความดันโลหิต

– โฟเลท ลดความดันโลหิต

– วิตามินเอ บำรุงสายตา

– วิตามินบี แก้อาการเหน็บชา

– วิตามินซี ป้องกันโรคหวัด บำรุงฟัน

– กรดไขมันดี ชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับน้ำมันมะกอก ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันโรคหัวใจได้

– สารแคโรทีนอยด์ต่างๆ ถึง 11 ชนิด โดยจะพบมากบริเวณเนื้อที่เป็นสีเขียวเข้มที่ติดกับใต้เปลือก

เป็นต้น

ปอกอะโวคาโดอย่างไร ให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากที่สุด?
1. ผ่าครึ่ง โดยใช้มีดกดตามแนวยาว จนมีดติดเมล็ด แล้วดันมีดออกไปรอบๆ

2. ใช้มือบิดอะโวคาโดให้เนื้อหลุดออกจากกัน

3. ใช้มีดสับบนเมล็ดเบาๆ ให้มีดติดเมล็ด แล้วบิดมีดให้เมล็ดหลุดติดมีดออกมา

4. ผ่าครึ่งเนื้ออะโวคาโดอีกครั้ง

5. ใช้มือดึงเปลือกอะโวคาโดออกมา แทนการใช้ช้อนขูด

เก็บอะโวคาโดอย่างไร ไม่ให้ดำ?
อะโวคาโดก็เหมือนผลไม้หลายๆ ชนิด ที่ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น ก็อาจทำให้สีของเนื้อเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล เพราะเนื้อผลไม้จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ที่เกิดจากสารประกอบที่อยู่ในอะโวคาโดที่เรียกว่า ฟินอล เจอกับอากาศ กลายเป็นสารประกอบที่มีชื่อว่า ควิโนน เมื่อควิโนนจับตัวกันเป็นโพลีเมอร์ที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้น ก็จะเกิดเป็นเม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิน นั่นเอง

วิธีเก็บอะโวคาโดไม่ให้เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ทำได้ดังนี้
1. บีบมะนาวลงไปเคลือบบนเนื้ออะโวคาโดให้ทั่ว

2. นำไปใส่กล่อง หรือถุงเก็บสุญญากาศ แล้วแช่ตู้เย็น

ข้อควรระวังในการทานอะโวคาโด
อย่าทานเกินวันละ 1 ลูก เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง

หลายคนเลือกทานอะโวคาโดในช่วงที่่ต้องการควบคุมน้ำหนัก จะลองทานดูบ้างก็ได้นะคะ แต่อย่าทานมากเกินไป เพราะนอกจากพลังงานสูงแล้ว ราคายังไม่เป็นมิตรมากเท่าไรนะ

เบาหวานกับต้อกระจกเกี่ยวข้องกันอย่างไร

เบาหวานกับต้อกระจก
โรคต้อกระจก ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ และเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคเบาหวานแม้ว่าต้อกระจกไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมโดยตรง แต่ปัจจุบันพบว่า มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่รู้จักกันดี เป็นเรื่องของยีนควบคุมการสร้างโปรตีน ส่วนประกอบของเลนส์ตา ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานที่มีความผิดปกติของยีนดังกล่าว จะทำให้เลนส์ตาเริ่มขุ่นมัว และเกิดเป็นโรคต้อกระจกขึ้นในที่สุด

เลนส์ตาของมนุษย์ มีพัฒนาการมาจากการกลุ่มเซลล์อ่อนที่อยู่ชั้นนอก หรือที่เรียกว่า surface ectoderm กลุ่มเซลล์เหล่านั้น จะยื่นเว้าเข้าไปในบริเวณอวัยวะรับประสาทสัมผัสการมองเห็น ขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา พบว่าส่วนของเลนส์ตาเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อตัวอ่อนในครรภ์มีอายุได้ 6 สัปดาห์ เรียกว่า “เอ็มบริโอนิกนิวเคลียส” embryonic nucleus ต่อมารอบๆ เอ็มบริโอนิกนิวเคลียสจะเป็นส่วนที่เรียกว่า “ฟีทัลนิวเคลียส” fetal nucleus และในที่สุดเมื่อทารกแรกคลอด ทั้งสองส่วนจะรวมกันและกลายเป็นส่วนประกอบเกือบทั้งหมดของเลนส์ตาทารก ภายหลังคลอดแล้วถึงจะมีเนื้อเยื่ออีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นไฟเบอร์จับกันเป็นกลุ่มๆ เริ่มพัฒนาเปลี่ยนไปเป็นส่วนเปลือกนอกของเลนส์ตา

 

ความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่ ที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน คือ การที่แพทย์สามารถตรวจรหัสพันธุกรรม หรือยีนในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งเป็นการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล ที่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใดจะเป็นต้อกระจกหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่สามารถทราบได้เลย จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการปรากฎอย่างเด่นชัด

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า ต้อกระจก จัดเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเบาหวานตาบอดมากที่สุด จากการศึกษากลไกการเกิดโรค พบว่าการที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้น้ำตาลกลูโคสเปลี่ยนไปเป็นสารซอร์บิตอล (sorbitol) การเปลี่ยนกลูโคสเป็นซอร์บิตอลผ่านทางปฎิกิริยาเคมีที่ใช้เอ็นซัยม์ ชื่อ อัลโดสรีดักเตส (aldose reductase) ปริมาณของสารซอร์บิตอลที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดต้อกระจก

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีคณะวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างยีนของเอ็นซัยม์อัลโดสรีดักเทส กับการเกิดต้อกระจกในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือที่เรียกว่า type 2 diabetes เทคนิกการตรวจหาไมโครเซทแทลไลท์อัลลีล โดยใช้วิธีโพลีเมอเรสเชนรีแอกชัน ตามด้วยโพลีอะคริลลาไมด์เจลอิเลคโทรโฟริซิส จากการศึกษาครั้งนี้ได้ข้อมูลที่สำคัญ และจะเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคตอันใกล้ ข้อสรุปที่สำคัญ คือ การค้นพบว่า ยีน allele Z เกี่ยวข้องกับการเกิดต้อกระจก และ allele Z-4 ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคตาในผู้ป่วยเบาหวาน

การตรวจ allele Z และ allele Z-4 จึงเริ่มถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ถือเป็นการตรวจทางพันธุกรรม ที่ช่วยทำนายโอกาสที่จะเกิดเป็นต้อกระจก ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเอเชีย และคาดว่าจะมีประโยชน์อีกประการหนึ่ง คือ สามารถนำยากลุ่มออกฤทธิ์ต้านเอ็นซัยม์อัลโดสรีดักเตส มาใช้เพื่อเป็นการรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และเป็นการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ที่เชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากอย่างหนึ่ง

คราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ

การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ตรวจหาหินปูน (calcified plaque) ที่บริเวณหลอดเลือดแดงโคโรนารี ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงหลักที่ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยหินปูนที่ตรวจจะบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease) ยิ่งพบมากยิ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่สูงมากขึ้นตามด้วย โดยภาพหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี จะแปลผลเป็นตัวเลข หรือเรียกว่า Coronary calcium score หากตรวจไม่พบหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่ หรือ Coronary calcium score เป็น 0 จะบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงที่จะมีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันต่ำมาก ในทางตรงกันข้ามหากค่า Coronary calcium score สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าที่มากกว่า 400 จะบ่งชี้ว่าความเสี่ยงที่จะมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภายในระยะเวลา 2-5 ปีสูงมาก แม้ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม

การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ

ประโยชน์ของการตรวจหินปูนที่เกาะหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร?

การตรวจพบหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่ จะทำให้เราทราบถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอนาคตว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับความเสี่ยงพื้นฐานของแต่ละคน เช่น อายุ โรคร่วมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หรือประวัติสูบบุหรี่ ซึ่งจะนำพาไปสู่การควบคุมและรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดโอการเกิดโรคหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในอนาคตได้

กระบวนการตรวจมีความยุ่งยากหรือเจ็บตัวหรือไม่

  • ข้อดีของตรวจหาหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่
  1. เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
  2. ไม่ต้องฉีดยาหรือสารทึบรังสี
  3. ไม่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ
  4. เป็นการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งผู้ตรวจได้รับรังสีในปริมาณน้อยมาก

ใครที่ควรเข้ารับการตรวจหินปูนที่หลอดเลือดแดงโคโรนารี่บ้าง

  • ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง สูบบุหรี่ อ้วน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ